แอนแทรกซ์ระบาดที่อำเภอดอนตาล
เมื่อปลายเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีรายงานการเสียชีวิตของชายวัย 53 ปีในตำบลเหล่าหมี อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จากโรคแอนแทรกซ์ โดยผู้เสียชีวิตมีประวัติการชำแหละและบริโภคเนื้อวัวดิบในงานบุญท้องถิ่น ต่อมา มีผู้ป่วยยืนยันเพิ่มอีก 1 ราย และผู้สัมผัสเสี่ยงรวมกว่า 600 คน
แอนแทรกซ์คืออะไร?
แอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียชื่อ Bacillus anthracis ซึ่งสามารถสร้างสปอร์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมและอยู่ในดินได้นานหลายปี มักพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว ควาย แพะ แกะ และสามารถแพร่สู่คนได้ผ่านการสัมผัสกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ติดเชื้อ
ประวัติศาสตร์ของแอนแทรกซ์
แอนแทรกซ์เป็นโรคที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีการบันทึกในอียิปต์และเมโสโปเตเมียเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาล ในศตวรรษที่ 19 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ โรเบิร์ต คอช (Robert Koch) ได้ค้นพบว่า Bacillus anthracis เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ครั้งแรกว่าแบคทีเรียสามารถทำให้เกิดโรคได้ การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของวิทยาศาสตร์จุลชีววิทยาและการพัฒนาวัคซีน โดย หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ได้พัฒนาวัคซีนแอนแทรกซ์ตัวแรกสำหรับสัตว์ในปี 1881
สถานการณ์ปัจจุบันของแอนแทรกซ์
-ประเทศไทย
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีรายงานการพบผู้ป่วยแอนแทรกซ์ในอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดยมีผู้เสียชีวิต 1 รายและผู้ป่วยยืนยันอีก 1 ราย สาเหตุคาดว่าเกิดจากการบริโภคเนื้อวัวดิบที่ติดเชื้อ
-ทั่วโลก
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก: มีการระบาดของแอนแทรกซ์ในจังหวัด North Kivu โดยมีผู้เสียชีวิต 1 รายและสัตว์เลี้ยงหลายตัวเสียชีวิต
สกอตแลนด์: เกาะ Gruinard ถูกใช้ในการทดลองแอนแทรกซ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และถูกกักกันเป็นเวลาหลายสิบปีจนกระทั่งได้รับการประกาศว่าปลอดภัยในปี 1990
อาการของแอนแทรกซ์
อาการของแอนแทรกซ์ขึ้นอยู่กับวิธีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย แบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก:
1. แอนแทรกซ์ทางผิวหนัง
เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด เริ่มจากตุ่มแดงที่ผิวหนัง กลายเป็นแผลพุพอง และมีสะเก็ดสีดำตรงกลาง หากรักษาทันที โอกาสหายสูง
2. แอนแทรกซ์ทางระบบทางเดินหายใจ
เกิดจากการสูดดมสปอร์ของเชื้อ อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หากไม่รักษาอย่างรวดเร็ว อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
3. แอนแทรกซ์ทางระบบทางเดินอาหาร
เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อและปรุงไม่สุก อาการเหมือนทางผิวหนัง เเต่รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย
4. แอนแทรกซ์จากการฉีด
พบในผู้ที่ใช้ยาเสพติดทางเส้นเลือด อาการคล้ายแอนแทรกซ์ทางผิวหนัง แต่รุนแรงกว่า
การวินิจฉัยและการรักษา
การวินิจฉัย
ตรวจเลือดหรือสารคัดหลั่งจากแผล เอกซเรย์ทรวงอกในกรณีสงสัยแอนแทรกซ์ทางระบบทางเดินหายใจ
การรักษา
ยาปฏิชีวนะ: เช่น Ciprofloxacin หรือ Doxycycline
แอนติท็อกซิน: ใช้ในกรณีที่มีการผลิตสารพิษจากเชื้อ
การดูแลสนับสนุน: เช่น การให้ออกซิเจน หรือการรักษาในห้องไอซียูในกรณีรุนแรง
การรักษาที่รวดเร็วและเหมาะสมสามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้อย่างมาก
วัคซีนแอนแทรกซ์: ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
วัคซีนแอนแทรกซ์ (Anthrax Vaccine Adsorbed - AVA) ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี 1950 และได้รับการปรับปรุงในปี 1970 ปัจจุบันใช้ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ทหาร เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ และผู้ที่ทำงานกับสัตว์ที่อาจติดเชื้อ วัคซีนนี้ต้องฉีดทั้งหมด 5 เข็มในช่วง 18 เดือน และต้องฉีดกระตุ้นทุกปี
การป้องกันแอนแทรกซ์
1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบ
2.ปรุงเนื้อสัตว์ให้สุกก่อนบริโภค
3.สวมถุงมือและอุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำงานกับสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์
4.การฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ทำงานในฟาร์มหรือห้องปฏิบัติการ
สรุป
แอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและยังคงเป็นภัยคุกคามในบางพื้นที่ การรู้จักอาการ การรักษา และวิธีป้องกันเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงและการแพร่ระบาดของโรคนี้
หากคุณมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับแอนแทรกซ์ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ของคุณนะครับ
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:
Mayo Clinic: Anthrax - Diagnosis & treatment
CDC: Clinical Overview of Anthrax
