น้ำท่วมในประเทศไทยเป็นเหตุการณ์ที่มาพร้อมความท้าทาย ไม่ใช่แค่เรื่องบ้านจมน้ำ รถเสียหาย แต่มันยังนำพาโรคต่าง ๆ มาหาเราอีกด้วย มาดูกันว่า 5 อันดับโรคที่คนไทยต้องเจอช่วงน้ำท่วมใน 3 ปีที่ผ่านมานั้นมีอะไรบ้าง พร้อมกับสัดส่วนผู้ป่วยและวิธีป้องกันง่าย ๆ
อันดับ 1: โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส)
สัดส่วน: 35% ของผู้ป่วยที่ติดโรคจากน้ำท่วม (ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข)
โรคฉี่หนู มักจะมาตอนน้ำท่วมเพราะเชื้อแบคทีเรียจากฉี่หนูในน้ำสกปรก เราอาจติดเชื้อได้ง่าย ๆ แค่เดินลุยน้ำโดยไม่ได้สวมรองเท้า หรือเผลอกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป บางคนเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายเป็นหวัด แต่อาจรุนแรงจนทำให้ตับ ไต หรือหัวใจพังได้
เคสจริง: ที่ภาคอีสานปี 2565 มีรายงานว่ามีผู้ป่วยฉี่หนูถึง 120 รายในช่วงน้ำท่วมหนัก ซึ่งผู้ป่วยบางคนติดเชื้อจนมีอาการดีซ่าน ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล
วิธีป้องกัน: สวมรองเท้าบูทกันน้ำเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำ หรือถ้าลุยน้ำเสร็จแล้ว ต้องรีบล้างทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ไม่ผ่านการกรองหรือต้ม
วิธีรักษา: ถ้าเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รีบไปหาหมอทันที เพราะโรคนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา อย่าปล่อยทิ้งไว้นานเพราะอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต
อันดับ 2: โรคน้ำกัดเท้า (เชื้อราที่เท้า)
สัดส่วน: 28% ของผู้ป่วย (อ้างอิงจาก กรมควบคุมโรค)
น้ำท่วมทีไร โรคน้ำกัดเท้า มักมาเยือนเพราะเท้าของเราต้องสัมผัสน้ำสกปรกเป็นเวลานาน ๆ อาการเริ่มจากคัน บางครั้งเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นเชื้อราและลุกลามได้จนเท้าพองและเป็นแผลใหญ่
เคสจริง: ที่กรุงเทพฯ ในปี 2564 ผู้ป่วยรายหนึ่งต้องรักษาอาการน้ำกัดเท้าหลังจากลุยน้ำท่วมไปทำงานทุกวันโดยไม่สวมรองเท้าบูท สุดท้ายเชื้อราลุกลามจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
วิธีป้องกัน: สวมรองเท้าบูทหรือล้างเท้าด้วยสบู่หลังจากลุยน้ำเสมอ หากเท้าเปียกต้องเช็ดให้แห้งและทาครีมป้องกันเชื้อรา
วิธีรักษา: ใช้ยาฆ่าเชื้อราและครีมทา หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเพิ่มเติม
อันดับ 3: โรคอุจจาระร่วง
สัดส่วน: 20% ของผู้ป่วย (จากข้อมูล สถาบันบำราศนราดูร)
ช่วงน้ำท่วม ระบบสาธารณูปโภคมักจะเสียหาย ทำให้น้ำสะอาดขาดแคลน และอาหารที่เรากินก็อาจปนเปื้อน โรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหาร กินเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง ท้องเสีย น้ำหายไปจากร่างกายจนร่างกายอ่อนแอ
เคสจริง: ในปี 2563 ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีรายงานผู้ป่วยที่ท้องเสียจนต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะดื่มน้ำที่ปนเปื้อนช่วงน้ำท่วม
วิธีป้องกัน: ต้มน้ำก่อนดื่ม หรือเลือกดื่มน้ำขวดที่สะอาด กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ เพื่อความปลอดภัย
วิธีรักษา: ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ หากท้องเสียไม่หยุด ควรไปพบแพทย์
อันดับ 4: ไข้หวัดใหญ่
สัดส่วน: 10% ของผู้ป่วย (ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค)
ไข้หวัดใหญ่ เป็นอีกหนึ่งโรคที่ระบาดได้ง่ายในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งมีคนอยู่ร่วมกันมากและสภาพอากาศชื้น อาการเริ่มต้นจากไข้สูง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ เจ็บคอ ถ้าไม่ดูแลรักษาอาจทำให้ปอดอักเสบ
เคสจริง: ในปี 2564 ภาคเหนือมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงน้ำท่วม มีผู้ป่วยกว่า 300 รายที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล
วิธีป้องกัน: ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัย และเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด
วิธีรักษา: ถ้าเริ่มมีไข้สูงและปวดเมื่อย ควรพักผ่อนและดื่มน้ำมาก ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
อันดับ 5: ไข้เลือดออก
สัดส่วน: 7% ของผู้ป่วย (อ้างอิงจาก กระทรวงสาธารณสุข)
น้ำท่วมทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของ ไข้เลือดออก อาการเริ่มจากไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดข้อ หากอาการรุนแรงอาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้
เคสจริง: ที่จังหวัดภาคใต้ ปี 2562 หลังน้ำท่วมใหญ่มีผู้ป่วยไข้เลือดออกจำนวนมาก ซึ่งบางรายต้องเข้ารักษาในห้อง ICU เนื่องจากมีอาการเลือดออกภายใน
วิธีป้องกัน: กำจัดแหล่งน้ำขังรอบ ๆ บ้าน ใช้มุ้งกันยุงและทายากันยุงเมื่อต้องออกนอกบ้าน
วิธีรักษา: ถ้ามีไข้สูงเกิน 3 วัน ควรรีบพบแพทย์ ห้ามกินยาแอสไพรินเพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น
น้ำท่วมเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้จักวิธีป้องกันตัวเองจากโรคต่าง ๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ การรักษาความสะอาดและการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!
Written by Dr.Matee Phakawech
Medical License Nubmer 41601

