Morru
หน้าแรก
แพ็คเกจและราคา
ฟีเจอร์
กิจกรรมและโปรโมชั่น
ติดต่อเรา
เข้าสู่ระบบ
สำหรับบุคคลทั่วไป→
THAENG
˄ เลื่อนขึ้น
เลื่อนลง ˅
เข้าสู่ระบบ||THAENG
Morru
หน้าแรก
แพ็คเกจและราคา
ฟีเจอร์
ศูนย์ข้อมูลและสาระ
  • •สาระสุขภาพ
  • •คำถามที่พบบ่อย
กิจกรรมและโปรโมชั่น
ติดต่อเรา
สำหรับบุคคลทั่วไป→
  1. สาระสุขภาพ›
  1. หน้าแรก›
  2. ศูนย์ข้อมูลและสาระ›
  3. สาระสุขภาพ›
  4. 5 โรคต้องระวังจากน้ำท่วม

5 โรคต้องระวังจากน้ำท่วม

12 ก.ย. 67 (00:00 น.)แชร์แชร์บทความ

น้ำท่วมในประเทศไทยเกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่น้ำท่วมมักเป็นปัญหาหลักที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญ ไม่ใช่แค่บ้านเรือนที่เสียหาย แต่ยังนำพาโรคต่างๆ มาให้ด้วย มาดูกันว่า 5 โรคต้องระวังจากน้ำท่วมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร พร้อมทั้งวิธีป้องกัน และรักษาแบบเข้าใจง่าย ๆ

5 โรคต้องระวังจากน้ำท่วม

 

น้ำท่วมในประเทศไทยเป็นเหตุการณ์ที่มาพร้อมความท้าทาย ไม่ใช่แค่เรื่องบ้านจมน้ำ รถเสียหาย แต่มันยังนำพาโรคต่าง ๆ มาหาเราอีกด้วย มาดูกันว่า 5 อันดับโรคที่คนไทยต้องเจอช่วงน้ำท่วมใน 3 ปีที่ผ่านมานั้นมีอะไรบ้าง พร้อมกับสัดส่วนผู้ป่วยและวิธีป้องกันง่าย ๆ

อันดับ 1: โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส)

สัดส่วน: 35% ของผู้ป่วยที่ติดโรคจากน้ำท่วม (ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข)

โรคฉี่หนู มักจะมาตอนน้ำท่วมเพราะเชื้อแบคทีเรียจากฉี่หนูในน้ำสกปรก เราอาจติดเชื้อได้ง่าย ๆ แค่เดินลุยน้ำโดยไม่ได้สวมรองเท้า หรือเผลอกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป บางคนเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายเป็นหวัด แต่อาจรุนแรงจนทำให้ตับ ไต หรือหัวใจพังได้

เคสจริง: ที่ภาคอีสานปี 2565 มีรายงานว่ามีผู้ป่วยฉี่หนูถึง 120 รายในช่วงน้ำท่วมหนัก ซึ่งผู้ป่วยบางคนติดเชื้อจนมีอาการดีซ่าน ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

วิธีป้องกัน: สวมรองเท้าบูทกันน้ำเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำ หรือถ้าลุยน้ำเสร็จแล้ว ต้องรีบล้างทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ไม่ผ่านการกรองหรือต้ม

วิธีรักษา: ถ้าเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รีบไปหาหมอทันที เพราะโรคนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา อย่าปล่อยทิ้งไว้นานเพราะอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

 

อันดับ 2: โรคน้ำกัดเท้า (เชื้อราที่เท้า)

สัดส่วน: 28% ของผู้ป่วย (อ้างอิงจาก กรมควบคุมโรค)

น้ำท่วมทีไร โรคน้ำกัดเท้า มักมาเยือนเพราะเท้าของเราต้องสัมผัสน้ำสกปรกเป็นเวลานาน ๆ อาการเริ่มจากคัน บางครั้งเป็นแผลเล็ก ๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจกลายเป็นเชื้อราและลุกลามได้จนเท้าพองและเป็นแผลใหญ่

เคสจริง: ที่กรุงเทพฯ ในปี 2564 ผู้ป่วยรายหนึ่งต้องรักษาอาการน้ำกัดเท้าหลังจากลุยน้ำท่วมไปทำงานทุกวันโดยไม่สวมรองเท้าบูท สุดท้ายเชื้อราลุกลามจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

วิธีป้องกัน: สวมรองเท้าบูทหรือล้างเท้าด้วยสบู่หลังจากลุยน้ำเสมอ หากเท้าเปียกต้องเช็ดให้แห้งและทาครีมป้องกันเชื้อรา

วิธีรักษา: ใช้ยาฆ่าเชื้อราและครีมทา หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเพิ่มเติม

 

อันดับ 3: โรคอุจจาระร่วง

สัดส่วน: 20% ของผู้ป่วย (จากข้อมูล สถาบันบำราศนราดูร)

ช่วงน้ำท่วม ระบบสาธารณูปโภคมักจะเสียหาย ทำให้น้ำสะอาดขาดแคลน และอาหารที่เรากินก็อาจปนเปื้อน โรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหาร กินเข้าไปไม่กี่ชั่วโมง ท้องเสีย น้ำหายไปจากร่างกายจนร่างกายอ่อนแอ

เคสจริง: ในปี 2563 ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีรายงานผู้ป่วยที่ท้องเสียจนต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะดื่มน้ำที่ปนเปื้อนช่วงน้ำท่วม

วิธีป้องกัน: ต้มน้ำก่อนดื่ม หรือเลือกดื่มน้ำขวดที่สะอาด กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกใหม่ ๆ เพื่อความปลอดภัย

วิธีรักษา: ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ หากท้องเสียไม่หยุด ควรไปพบแพทย์

 

อันดับ 4: ไข้หวัดใหญ่

สัดส่วน: 10% ของผู้ป่วย (ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค)

ไข้หวัดใหญ่ เป็นอีกหนึ่งโรคที่ระบาดได้ง่ายในช่วงน้ำท่วม โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งมีคนอยู่ร่วมกันมากและสภาพอากาศชื้น อาการเริ่มต้นจากไข้สูง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ เจ็บคอ ถ้าไม่ดูแลรักษาอาจทำให้ปอดอักเสบ

เคสจริง: ในปี 2564 ภาคเหนือมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงน้ำท่วม มีผู้ป่วยกว่า 300 รายที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

วิธีป้องกัน: ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัย และเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด

วิธีรักษา: ถ้าเริ่มมีไข้สูงและปวดเมื่อย ควรพักผ่อนและดื่มน้ำมาก ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

 

อันดับ 5: ไข้เลือดออก

สัดส่วน: 7% ของผู้ป่วย (อ้างอิงจาก กระทรวงสาธารณสุข)

น้ำท่วมทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะของ ไข้เลือดออก อาการเริ่มจากไข้สูง ปวดเมื่อย ปวดข้อ หากอาการรุนแรงอาจทำให้เลือดออกในอวัยวะภายในได้

เคสจริง: ที่จังหวัดภาคใต้ ปี 2562 หลังน้ำท่วมใหญ่มีผู้ป่วยไข้เลือดออกจำนวนมาก ซึ่งบางรายต้องเข้ารักษาในห้อง ICU เนื่องจากมีอาการเลือดออกภายใน

วิธีป้องกัน: กำจัดแหล่งน้ำขังรอบ ๆ บ้าน ใช้มุ้งกันยุงและทายากันยุงเมื่อต้องออกนอกบ้าน

วิธีรักษา: ถ้ามีไข้สูงเกิน 3 วัน ควรรีบพบแพทย์ ห้ามกินยาแอสไพรินเพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น

 

น้ำท่วมเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่รู้จักวิธีป้องกันตัวเองจากโรคต่าง ๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ การรักษาความสะอาดและการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด!

 

 

Written by Dr.Matee Phakawech

Medical License Nubmer 41601

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

null

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้เท่าทัน RSV

รู้เท่าทัน RSV

ไวรัส RSV เป็นภัยเงียบที่ต้องจับตา โดยเฉพาะในเด็กเล็ก แต่เราทุกคนสามารถป้องกันได้ด้วยพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และรู้เท่าทันสัญญาณอันตราย

ออกกำลังกายกลางแจ้ง vs. ในยิม ทำไมธรรมชาติถึงเป็นมากกว่าแค่ฟิตเนส

ออกกำลังกายกลางแจ้ง vs. ในยิม ทำไมธรรมชาติถึงเป็นมากกว่าแค่ฟิตเนส

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกาย หลายคนมักนึกถึงยิมที่มีอุปกรณ์ครบครันและห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่คุณรู้ไหมว่า การออกกำลังกายกลางแจ้ง มีข้อดีที่เหนือกว่าการออกกำลังกายในยิมในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่ยังเป็น "ยาบำรุง" ทั้งกายและใจจากธรรมชาติอีกด้วย

อาหารเช้า สำคัญจริงหรือแค่ความเชื่อ? ไขข้อข้องใจเรื่องพลังงาน สุขภาพ และการกิน

อาหารเช้า สำคัญจริงหรือแค่ความเชื่อ? ไขข้อข้องใจเรื่องพลังงาน สุขภาพ และการกิน

"อาหารเช้าคือมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน" …จริงหรือแค่ความเชื่อที่ถูกพูดต่อกันมา? หลายคนเชื่อว่ากินแล้วจะมีพลังงานพร้อมทั้งวัน สุขภาพดี แถมกินได้เยอะโดยไม่รู้สึกผิด แต่โภชนาการยุคใหม่มองแบบเดียวกันจริงไหม? มาหาคำตอบกันครับ

  • •หน้าแรก
  • •แพ็คเกจและราคา
  • •ฟีเจอร์
  • •ศูนย์ข้อมูลและสาระ
  • •สาระสุขภาพ
  • •คำถามที่พบบ่อย
  • •กิจกรรมและโปรโมชั่น
  • •ติดต่อเรา
  • •ข้อกำหนดการใช้งาน
  • •นโยบายความเป็นส่วนตัว
Morru

บริษัท เครซี่โค้ด จำกัด

300/45 ซอยลาดพร้าว 84 (สังคมสงเคราะห์ใต้ 1)

แขวงวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

Morru

บริษัท เครซี่โค้ด จำกัด

300/45 ซอยลาดพร้าว 84 (สังคมสงเคราะห์ใต้ 1)

แขวงวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10310

หน้าแรก
แพ็คเกจและราคา
ฟีเจอร์
ศูนย์ข้อมูลและสาระ
  • • สาระสุขภาพ
  • • คำถามที่พบบ่อย
กิจกรรมและโปรโมชั่น
ติดต่อเรา

2026 © All Rights Reserved

ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายความเป็นส่วนตัว