ทำไมการก้มเล่นมือถือถึงทำให้ "ปวดคอบ่า"?
ตามธรรมชาติแล้ว ศีรษะของมนุษย์มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 4–5 กิโลกรัม เมื่อเราตั้งศีรษะตรง กล้ามเนื้อคอและบ่าจะทำงานเพื่อพยุงน้ำหนักนี้ในระดับปกติ แต่ทันทีที่เราก้มหน้าลงเพื่อมองจอ
- ก้มหน้า 15 องศา: น้ำหนักที่คอต้องแบกรับจะเพิ่มขึ้นเสมือนมีของหนัก 12 กิโลกรัม
- ก้มหน้า 45 องศา: น้ำหนักจะพุ่งสูงถึง 22 กิโลกรัม หรือเทียบเท่ากับแบกเด็กไว้บนคอเลยทีเดียว

การที่กล้ามเนื้อคอ บ่า และสะบัก ต้องเกร็งตัวรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมหาศาลตลอดเวลาเป็นชั่วโมง ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดอาการหดเกร็งเรื้อรัง ขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จนกลายเป็นที่มาของอาการปวดตึง ลามไปถึงอาการของไมเกรนและปวดร้าวลงแขนในที่สุด
อาการแบบไหน... ที่เตือนว่าคุณกำลังเป็น Text Neck?
- ปวดตึงเรื้อรัง: มีอาการปวดตึงบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ และสะบัก โดยเฉพาะเวลาทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือก้มดูมือถือนานๆ
- ปวดร้าวหรือชา: บางรายอาจมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่ท้ายทอย ขมับ หรือร้าวลงไปที่แขนและมือร่วมด้วย
- ขยับคอได้ไม่เต็มที่: รู้สึกติดขัดเวลาก้ม เงย หรือหันหน้าซ้าย-ขวา
- อาการร่วมอื่นๆ: อาจมีอาการเวียนศีรษะ ตาล้า หรือปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย
วิธีการป้องกันและบรรเทาอาการปวดคอบ่าเบื้องต้น
- ปรับระดับสายตา: ยกมือถือขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตาแทนการก้มหน้ามองลงต่ำ
- พักเบรกทุกๆ 30-45 นาที: ขยับยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอและไหล่ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
- จัดท่าทางให้ถูกต้อง: นั่งทำงานหลังตรง ไหล่ไม่ห่อ และพยายามไม่ก้มหน้านานเกินไป
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการปวดไม่ดีขึ้น หรือมีอาการชาและอ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกคอเสื่อมหรือกดทับเส้นประสาทได้
💡 ดูแลสุขภาพได้ง่ายๆ ทุกวัน: อยากปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ หรือตรวจเช็กอาการเบื้องต้นแบบสะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Morru เพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านมือถือได้ทันที....”หมออยู่ใกล้คุณ แค่มีแอป Morru” 💙
