ความจริงคือ ตัวเลข "8 แก้ว" ไม่ได้มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าเป็นปริมาณตายตัวที่ทุกคนต้องดื่ม ปริมาณน้ำที่ร่างกายต้องการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักตัว กิจกรรมในแต่ละวัน สภาพอากาศ และสุขภาพของแต่ละคน คนที่ออกกำลังกายหนักหรืออยู่กลางแดดย่อมต้องการน้ำมากกว่าคนที่นั่งทำงานในห้องแอร์
ที่สำคัญ น้ำที่ร่างกายได้รับไม่ได้มาจากการดื่มน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากอาหารที่เรากินด้วย เช่น ผัก ผลไม้ ซุป และเครื่องดื่มอื่นๆ ผลไม้อย่างแตงโมหรือส้ม มีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง 90%
วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ ไม่ใช่การนับแก้ว แต่ให้ดูที่ "สีปัสสาวะ" ถ้าปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อนใส แสดงว่าได้รับน้ำเพียงพอ แต่ถ้าสีเข้มคล้ายชา แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว อีกสัญญาณคือความรู้สึกกระหาย ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายบอกเราว่าถึงเวลาต้องเติมน้ำ
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำมากเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน ในกรณีที่รุนแรงมาก การดื่มน้ำปริมาณมหาศาลในเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกลือแร่ในเลือดเจือจางจนเป็นอันตรายได้ แต่กรณีนี้พบได้ยากมากในคนทั่วไป
สรุปคือ ไม่ต้องเครียดกับการนับให้ครบ 8 แก้ว แต่ควรดื่มน้ำเมื่อรู้สึกกระหาย และสังเกตสีปัสสาวะเป็นตัวชี้วัด กินผักผลไม้ที่มีน้ำมากควบคู่ไปด้วย เท่านี้ร่างกายก็ได้รับน้ำเพียงพอแล้ว ควรฟังร่างกายตัวเองดีกว่าฟังตัวเลขที่ไม่มีที่มา
